INTERVIEW • EXCLUSIVE INTERVIEW

Exclusive Interview : พรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)

พรชัย ฐีระเวช

ผู้อำนวยการ

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)


ยันเศรษฐกิจไทยไม่ใช่ Stagflation

เดินหน้านโยบาย “เก่งนอก-แกร่งใน”


เศรษฐกิจไทยยังไม่ปรากฏเงื่อนไขในการเกิด Stagflation เนื่องจากในระยะต่อไปคาดว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจะค่อยๆ ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะเดียวกันภาครัฐได้ออกมาตรการดูแลราคาน้ำมันและราคาสินค้าทำให้ราคาไม่สูงเกินไปส่งผลให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก นอกจากนี้คาดว่าในระยะต่อไปราคาน้ำมันจะมีอิทธิพลต่ออัตราเงินเฟ้อน้อยลงตามสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน และความตึงตัวด้านอุปทานน้ำมันที่มีแนวโน้มจะคลี่คลาย”

แนวทางในการออกนโยบายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เป็นไปตามเป้าหมาย คือ เศรษฐกิจไทยจะต้องเก่งนอกและแกร่งใน โดยต้องขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยเข้มแข็งทั้งภายในประเทศและสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้”

 ปี 2565 ยังเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ขณะที่ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมายังได้รับผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนทำให้มีความกังวลว่าเศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะ “Stagflation”

พรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)  เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 64 ให้สัมภาษณ์พิเศษ การเงินธนาคาร ว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 1 ปี 2565 ยังมีแนวโน้มเติบโตได้ต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้าและยังเชื่อมั่นว่าในภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะยังฟื้นตัวต่อไปได้แม้ว่าจะเผชิญกับปัจจัยกดดันจากระดับราคาสินค้าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนและการแพร่ระบาดของ COVID-19  สายพันธุ์โอมิครอน

ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2565 ยังคงมีแนวโน้มเติบโตได้ต่อเนื่องจากปีก่อนและสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยในภาพรวมยังคงเดินหน้าต่อไปได้ โดยภาครัฐพร้อมที่จะดำเนินมาตรการเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง”

 

ยืนยันภาวะเศรษฐกิจไทย

ไม่เข้าเงื่อนไข Stagflation

พรชัย กล่าวว่า สศค. อยู่ระหว่างการทบทวนประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2565 อีกครั้งหลังจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนส่งผลกระทบไปยังหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย โดย สศค. จะประเมินผลกระทบและปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2565 อย่างเป็นทางการอีกครั้งในช่วงปลายเดือนเมษายน 2565

ทั้งนี้ประมาณการครั้งก่อน ณ เดือนมกราคม 2565 ที่ผ่านมา สศค. คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2565 จะขยายตัวเร่งขึ้นมาอยู่ในช่วง 4.0% ต่อปีสอดคล้องกับการคาดการณ์ขององค์กรระหว่างประเทศอย่างกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ที่ 4.1% และธนาคารโลก (World Bank) ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เร่งขึ้นที่ 3.9% โดยปัจจัยสนับสนุนของเศรษฐกิจไทยปี 2565 ได้แก่

       1. การผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดต่อเนื่องควบคู่ไปกับความคืบหน้าในการกระจายวัคซีน รวมถึงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่เริ่มมีผลกระทบในวงจำกัด

         2. การดำเนินมาตรการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศผ่านระบบ Test & Go อีกครั้ง โดยอนุญาตให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยโดยไม่ต้องเข้ารับการกักตัว

        3. การขยายตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก โดยการขยายตัวต่อเนื่องของกลุ่มเศรษฐกิจอุตสาหกรรมหลัก เนื่องจากความคืบหน้าของการกระจายวัคซีนและการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง

        4. การดำเนินนโยบายของภาครัฐจะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2565 ภาครัฐจะมีการใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2565 วงเงิน 3.1 ล้านล้านบาท และงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจประจำปีงบประมาณ 2565 วงเงิน 3.07 แสนล้านบาท      

รวมทั้ง พ.ร.ก. กู้เงินฯ เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 วงเงิน5 แสนล้านบาทในส่วนที่เหลือที่คาดว่าจะมีการเบิกจ่ายได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในทุกกลุ่มอย่างตรงจุด

 พรชัย กล่าวว่า ในส่วนของผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนต่อเศรษฐกิจไทยได้ สศค. ประเมินได้ดังนี้

       1. ราคาน้ำมันปรับเพิ่มสูงขึ้นทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงทั่วโลก และเพิ่มความเสี่ยงให้เศรษฐกิจโลกอาจจะชะลอตัวได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงเศรษฐกิจไทย

        2. เมื่อราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นทำให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการของผู้ประกอบการในสาขาการผลิตต่างๆ โดยเฉพาะสาขาที่ได้รับผลกระทบรุนแรง เช่น สาขาขนส่ง สาขาอุตสาหกรรมการผลิต สาขาไฟฟ้าและก๊าซ เป็นต้น

        3. กลุ่มแรงงานขอขึ้นค่าแรง ราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อเนื่องทำให้แรงงานอาจจะขอขึ้นค่าแรงและจะเกิดแรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอีก

        4. ความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการและประเทศ ต้นทุนที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดโลก

พรชัย กล่าวว่า สำหรับความกังวลว่าเศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะ Stagflation นั้นมองว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่เข้าเงื่อนไขของการเกิด Stagflation เนื่องจาก Stagflation คือภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวจนส่งผลให้อัตราการว่างงานอยู่ในระดับสูง ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกัน ซึ่งภาวะเช่นนี้เกิดจากปัจจัยด้านอุปทาน (Supply Shock) จากการที่ผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการผลิตสินค้าลดลงส่ งผลให้ผลผลิตในระบบเศรษฐกิจลดลงอย่างรวดเร็ว และทำให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น

สำหรับประเทศไทยแม้ปัจจุบันจะได้รับปัจจัยกดดันจากระดับราคาสินค้าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 อยู่ที่ 5.28% แต่การปรับเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อดังกล่าวยังจำกัดอยู่ในหมวดพลังงานและอาหารเป็นสำคัญ

นอกจากนี้ยังไม่เห็นการเพิ่มขึ้นของราคาในหลายสินค้าพร้อมกัน รวมถึงยังไม่เห็นการปรับขึ้นราคาต่อเนื่องในวงกว้าง โดยราคาสินค้าที่ปรับขึ้นต่อเนื่องสองเดือนติดต่อกันมีสัดส่วนเพียง 24% ของสินค้าทั้งหมดทั้งนี้ แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับทิศทางราคาน้ำมันเป็นสำคัญ

ขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังคงมีแนวโน้มเติบโตได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป และเศรษฐกิจไทยในภาพรวมสามารถรองรับราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้ โดยล่าสุดเศรษฐกิจไทยในปี 2564 ขยายตัวที่ 1.6% ต่อปี กลับมาขยายตัวเป็นบวกหลังจากที่หดตัว -6.2% ในปี 2563

ในส่วนของการว่างงานอัตราการว่างงานของไทยมีแนวโน้มปรับดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดอัตราการว่างงานไตรมาส 4 ปี 2564 อยู่ที่ 1.6% ปรับตัวดีขึ้นจาก 2.3% ในไตรมาส 3 และ 1.9% ในไตรมาส 2 และ 2% ในไตรมาส 1 ตามลำดับ

เศรษฐกิจไทยยังไม่ปรากฏเงื่อนไขในการเกิด Stagflation เนื่องจากในระยะต่อไปคาดว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจะค่อยๆ ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะเดียวกันภาครัฐได้ออกมาตรการดูแลราคาน้ำมันและราคาสินค้าทำให้ราคาไม่สูงเกินไปส่ งผลให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก นอกจากนี้คาดว่าในระยะต่อไปราคาน้ำมันจะมีอิทธิพลต่ออัตราเงินเฟ้อน้อยลงตามสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน และความตึงตัวด้านอุปทานน้ำมันที่มีแนวโน้มจะคลี่คลาย”

 

เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้

ต้อง “เก่งนอก-แกร่งใน”

พรชัย กล่าวว่า การออกนโยบายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เป็นไปตามเป้าหมาย คือ ต้องขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็งทั้งภายในประเทศ และสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ หรือต้องทั้งเก่งนอกและแกร่งใน

โดย “เก่งนอก” คือ ต้องสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก โดยเฉพาะภาคการส่งออกสินค้าและภาคการท่องเที่ยวต่างประเทศ นอกจากนี้จะต้องมีความพร้อมเพื่อรองรับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากภายนอกประเทศ เช่น จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนส่งผลต่อราคาพลังงานภายในประเทศ ซึ่งภาครัฐก็มีความพร้อมที่จะดำเนินนโยบายที่เหมาะสมและช่วยเหลือประชาชนได้ตรงจุด เป็นต้น

ส่วน “แกร่งใน” คือ ต้องทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ตั้งแต่ภาคส่วนเศรษฐกิจที่เล็กที่สุด ไม่ว่าจะเป็นผู้มีรายได้น้อย ธุรกิจ SMEs Start-up ตลอดจนประชาชนทั่วไปและผู้ประกอบกิจการขนาดใหญ่ โดยภาครัฐมีบทบาทในการสนับสนุน เช่น การสนับสนุนภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบให้กลับมาฟื้นตัว การดูแลและแก้ไขปัญหาหนี้สินของครัวเรือน การรักษาแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนและการท่องเที่ยวในประเทศ เป็นต้น

นอกจากนี้ จะต้องขับเคลื่อนการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ รวมถึงส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะโครงการลงทุนที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายและการส่งเสริมการลงทุนใน EEC

ในส่วนของภาครัฐ จะต้องรักษาเสถียรภาพและสร้างความยั่งยืนทางการคลัง โดยภาคการคลังที่มีเสถียรภาพ จะทำให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไปมั่นใจในเสถียรภาพของประเทศ รวมถึงยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และความน่าเชื่อถือด้านการคลังของประเทศในเวทีโลกอีกด้วย 

11 แนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเก่งนอกและแกร่งในและสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมาย สศค. มี 11 แนวทางขับเคลื่อนที่สำคัญ ได้แก่

       1. การติดตามผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน รวมถึงพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสม เพื่อหาช่องทางและรูปแบบในการช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะแรงงาน ลูกจ้าง และประชาชนผู้มีรายได้น้อย

       2. การป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดในประเทศให้อยู่ในวงจำกัด เช่นการเร่งกระจายวัคซีนให้เพียงพอและครอบคลุมทั่วถึงการดูแลควบคุมกิจกรรมเสี่ยงการเตรียมความพร้อมของการระบาดระลอกใหม่เป็นต้น

       3. การสนับสนุนภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบให้กลับมาฟื้นตัว เช่น การเร่งรัดติดตามมาตรการต่าง ๆ ทั้งด้านการเงินและการคลังที่ได้ดำเนินการไปแล้วให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงได้การเร่งรัดปรับโครงสร้างหนี้ภาคธุรกิจเป็นต้น

        4. การรักษาแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนและการท่องเที่ยวในประเทศผ่านมาตรการสนับสนุนต่าง ๆ ของภาครัฐ โดยจะมีการปรับปรุงรูปแบบมาตรการที่เหมาะสมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ

        5. การดูแลและแก้ไขปัญหาหนี้สินของครัวเรือน โดยการให้ความสำคัญกับมาตรการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้แก่ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ

        6. การขับเคลื่อนการส่งออกสินค้าไปยังตลาดหลักที่มีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน ควบคู่ไปกับการสร้างตลาดใหม่ให้กับสินค้าที่มีศักยภาพ และการสนับสนุนการค้าชายแดน

        7. การส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนโดยการเร่งรัดให้ผู้ประกอบการที่ได้รับอนุมัติและออกบัตรส่งเสริมการลงทุนให้เกิดการลงทุนจริง โดยเฉพาะโครงการลงทุนที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายและการส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

       8. การขับเคลื่อนการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ โดยการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ การขับเคลื่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐ ทั้งในด้านการลงทุนพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษและโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งให้เป็นไปตามแผนงาน

       9. การส่งเสริม SMEs และ Start-up ทั้งในส่วนของการส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ

       10. การขับเคลื่อนเศรษฐกิจตาม BCG Modelโดยกระทรวงการคลังได้สนับสนุนมาตรการส่งเสริมให้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และการออก Sustainability Bond เพื่อนำเม็ดเงินที่ระดมทุนได้ไปใช้ในโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือเพื่อการพัฒนาสังคม

       11. การส่งเสริม Digital Government ในการให้บริการภาครัฐผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยกระทรวงการคลังได้พัฒนาต่อยอดระบบงานต่าง ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เช่น ระบบการจัดซื้อจัดจ้าง การจัดเก็บภาษี รวมทั้งการให้บริการด้านต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว โปร่งใส และประหยัดเงินงบประมาณ เป็นต้น

 

 ติดตามคอลัมน์ Exclusive Interview ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนเมษายน 2565 ฉบับที่ 480 ในรูปแบบดิจิทัล :  https://goo.gl/U6OnIi    

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://bit.ly/3bQdHgt