WEALTH • MUTUAL FUND

เวลลิงตัน ยูบีเอส เจพี มอร์แกน แชมป์บริหารเงินคนไทย ปี 2564

เทรนด์การลงทุนในหุ้นต่างประเทศของคนไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากปี 2564 ที่ผ่านมามีเงินไหลเข้ากองทุนรวมต่างประเทศ (FIF) ไม่รวมกองทุนรวมตราสารหนี้ที่มีอายุโครงการ หรือเทอมฟันด์ มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 1.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากปีก่อนหน้า เวลลิงตัน ยูบีเอส และ เจพี มอร์แกน แชมป์มาสเตอร์ฟันด์

ปัจจุบัน การลงทุนในต่างประเทศนั้นจะประกอบไปด้วย 2 ทางเลือกใหญ่ๆ นั่นก็คือ การลงทุนเองโดยเปิดบัญชีเทรดหุ้นแบบ Offshore และการลงทุนผ่านกองทุนรวม สำหรับการลงทุนผ่านกองทุนรวมที่บริหารจัดการโดยผู้จัดการกองทุนในต่างประเทศ ลักษณะเป็นการลงทุนทางอ้อม ผ่านกองทุนรวมในต่างประเทศ โดยสามารถลงทุนได้ 2 วิธี

       - Feeder Fund หรือกองทุนรวมที่นำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมในต่างประเทศเพียงกองเดียว (Feeder Fund) โดยเรียกกองทุนนั้นว่า Master Fund

       - Fund of Funds กองทุนรวมที่ลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ (หลายๆ กอง ซึ่งอาจมีนโยบายที่คล้ายกัน หรือ มีนโยบายต่างกันก็ได้

 

FIF เงินไหลเข้า 3 แสน ลบ. ส่วนใหญ่ลงทุนหุ้น

ข้อมูลจากมอร์นิ่งสตาร์ เปิดเผยว่า ไตรมาสสุดท้ายของปี 2564 มีเงินไหลเข้าลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ 5.4 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ทั้งปีมีเงินไหลเข้าทั้งสิ้น 3 แสนล้านบาท และเกือบทั้งหมดเป็นเงินจากกองทุนหุ้น นำโดยกลุ่มกองทุนหุ้นโลก (Global Equity) ที่มีเงินไหลเข้าสูงเป็นอันดับต้นๆ ตลอดทั้งปี ทำให้มูลค่าทรัพย์สินเติบโต 92% จากปี 2563

ด้านกองทุนหุ้นจีนที่แม้จะมีข่าวเชิงลบทำให้เงินไหลเข้าชะลอตัวในบางช่วง แต่โดยรวมยังเป็นเงินไหลเข้าทั้งปีเช่นกัน มูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวม 1.7 แสนล้านบาท เติบโต 45.8% จากปี 2563

นางสาวชญานี จึงมานนท์ นักวิเคราะห์อาวุโส บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากความนิยมการลงทุนต่างประเทศทำให้มูลค่าทรัพย์สินกองทุน FIF ที่ลงทุนในหุ้นเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 7.9 แสนล้านบาท ในปีที่ผ่านมา สูงกว่าหุ้นไทยที่ 7.4 แสนล้านบาท โดยการลงทุนต่างประเทศมีการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงปลายปี 2563 และชะลอลงในช่วงกลางปี 2564 ในขณะที่กองทุนหุ้นไทยค่อนข้างทรงตัวและหรือหดตัวลงในบางช่วง

ทั้งนี้ กลุ่มกองทุนหุ้นมีเงินไหลเข้าสูงสุด 6.4 หมื่นล้านบาท ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2564 รวมทั้งปีเป็นมูลค่า 3 แสนล้านบาท มูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 8.7 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 76% ของกองทุนรวมต่างประเทศที่ไม่รวมเทอมฟันด์

ขณะที่กองทุนตราสารหนี้มีเงินไหลออก 2.9 พันล้านบาท ในไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา รวมทั้งปีมีเงินไหลออกสูงสุด 1.9 หมื่นล้านบาท มูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 9.4 หมื่นล้านบาท หรือเท่ากับส่วนแบ่งตลาด 8%

กองทุนกลุ่ม Global Equity ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายไตรมาสที่ผ่านมา โดยสิ้นปี 2564 มูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 2.2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 92% จากปี 2563 โดยมีเงินไหลเข้า 2.8 หมื่นล้านบาท รวมทั้งปีไหลเข้าสุทธิสะสม 9.4 หมื่นล้านบาท

 

กองทุนหุ้นโลก

บลจ.เวลลิงตัน แชมป์เงินไหลเข้า

สำหรับกองทุนปลายทางที่เงินคนไทยไปลงทุนมากที่สุด ข้อมูลจากมอร์นิ่งสตาร์ ระบุว่า กองทุนในกลุ่ม Global Equity เงินไหลเข้าลงทุนในกองทุนภายใต้การบริหารของ บลจ.เวลลิงตัน ( Wellington) ในรูปแบบกองทุนรวมฟีดเดอร์ (Feeder Fund) สูงสุดรวมมากกว่า 4.3 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้มีการลงทุนจาก บลจ.ทหารไทย รวม 3.4 หมื่นล้านบาท ในกองทุน Wellington Global Quality Growth

รองลงมาคือ บลจ.Baillie Gifford เป็นมาสเตอร์ฟันด์ ที่มีกองทุนกลุ่มกองทุนหุ้นโลก ลงทุนสูงเป็นอันดับ 2 ฟีดไปที่กองทุน Baillie Gifford Positive Change โดย บลจ.กสิกรไทย นอกจากนี้ ยังมีกองทุน Baillie Gifford Worldwide Discovery และ Baillie Gifford Worldwide Long Term Global Growth ที่ลงทุนผ่านกองทุนจาก บลจ.วรรณ และ บลจ.กรุงศรี (เฉพาะกองทุน Baillie Gifford Worldwide Long Term Global Growth) โดยทั้ง 3 กองทุนมีผลตอบแทนสูงถึง 80-100% ในรอบปี 2563 อย่างไรก็ดี ด้วยสภาวะการลงทุนที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ผลตอบแทนในปีที่ผ่านมา ค่อนข้างต่างไปจากปีก่อน

 

“ยูบีเอส” บริหารกองหุ้นจีนของคนไทยมากที่สุด

ด้านกองทุนหุ้นจีน ที่ถือได้ว่าเป็นกองทุนสุดฮอตนั้น สำหรับปีที่ผ่านมา มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนเล็กน้อย แต่ยังเติบโตได้ดีจากปี 2563 ที่ 45.8% ไปอยู่ที่ 1.7 แสนล้านบาท ไตรมาสสุดท้ายของปี 2564 โดยมอร์นิ่งสตาร์ระบุว่า ยังคงมีเงินไหลเข้าสุทธิ 6.8 พันล้านบาท แม้ว่าจะอยู่ที่ช่วงที่มีผลตอบแทนติดลบ รวมเงินไหลเข้าสุทธิรอบปีนี้ 8.4 หมื่นล้านบาท และยังคงเป็นกลุ่มที่มีผลตอบแทนเฉลี่ยแย่ที่สุดของปีที่ -12.9%

ส่วนกองทุนปลายทางที่เงินคนไทยไหลไปลงทุนในตลาดหุ้นจีนมากที่สุดคือ บลจ.ยูบีเอส (UBS) โดยมีการลงทุนส่วนมากไปที่กองทุน UBS (Lux) Investment China A Opportunity IA2 Acc USD (Morningstar Analyst Rating : Gold)

ตามมาด้วย บลจ.เจพี มอร์แกน (JP Morgan) ที่มีการลงทุนโดย บลจ.กสิกรไทย เพียง บลจ.เดียวไปที่กองทุน JPM China I (acc) (Morningstar Analyst Rating : Silver) ซึ่งมีการลงทุนทั้งตลาดจีนและฮ่องกง และอันดับ 3 คือ บลจ.Allianz ที่มีการลงทุนหุ้น A Shares เป็นหลักคือกองทุน Allianz China A Shares PT USD โดยทั้ง 3 กองทุนต่างมีผลตอบแทนติดลบที่เป็นผลจากกฎเกณฑ์จากทางการจีนในไตรมาสที่ 3 ของปี 2564

อย่างไรก็ดี มอร์นิ่งสตาร์ระบุว่า กองทุนจาก UBS และ Allianz ที่เน้นลงทุนหุ้น A Shares มีผลตอบแทนที่กลับมาเป็นบวกในไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา ในขณะที่กองทุนจาก JPMorgan มีผลตอบแทนที่ -5.6% ในช่วงเวลาเดียวกัน

 

กองทุนเฮลธ์แคร์โต 80%

เจพี มอร์แกน แชมป์ฟีดเดอร์ฟันด์

กองทุน Global Health Care หรือ กองทุนเฮลธ์แคร์ ที่ถือเป็นเซ็กเตอร์ฟันด์ยอดฮิตของคนไทย มีเงินไหลเข้าสูงเป็นอันดับ 3 ในรอบปี 2564 ที่มูลค่า 3.2 หมื่นล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นเงินไหลเข้าไตรมาสแรก มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 6.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นกองทุนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีมูลค่าทรัพย์สินเติบโตได้ดีในปีที่ผ่านมาหรือราว 80% จากปี 2563

กองทุนกลุ่ม Global Health Care มีการลงทุนแบบกองทุนฟีดเดอร์ไปที่กองทุนจาก บลจ.JPMorgan สูงสุด 1.8 หมื่นล้านบาท เป็นการลงทุนจาก บลจ.กสิกรไทย และ บลจ.กรุงศรี มูลค่าใกล้เคียงกัน ไปที่กองทุน JPM Global Healthcare มีผลตอบแทนเฉลี่ยราว 11% ด้วยมอร์นิ่งสตาร์เรตติ้งระดับ 4-5 ดาวใน 3 ชนิดหน่วยลงทุน กองทุนจาก บลจ.Wellington มีการลงทุนจาก บลจ.บัวหลวง รวมราว 1.5 หมื่นล้านบาท ไปที่กองทุน Wellington Global Healthcare Equity มีผลตอบแทนอยู่ที่ 1.8% ในปีที่ผ่านมา (มอร์นิ่งสตาร์เรตติ้ง ระดับ 4 ดาว)

ขณะที่กองทุน Janus Henderson Global Life Science เป็นกองทุน 5 ดาวที่มีการลงทุนจาก บลจ.ไทยหลายรายรวมกันเป็นมูลค่า 6.3 พันล้านบาท โดยในปีที่ผ่านมามีผลตอบแทนลดลงจากปีก่อนเช่นกัน โดยอยู่ที่ 5.6%

 

กองทุนเวียดนามมาแรง

กองทุนกลุ่ม Country Focus Equity เป็นกลุ่มที่รวบรวมกองทุนที่ลงทุนแบบเฉพาะเจาะจงในตลาดหุ้นประเทศใดๆ เช่น เกาหลีใต้ เยอรมนี และเวียดนาม ซึ่งเป็นกองทุนที่ยังมีจำนวนกองทุนไม่มากพอที่จะจัดตั้งกลุ่ม

อย่างไรก็ดี นางสาวชญานีกล่าวว่า ในไตรมาสล่าสุด (Q4/64) กองทุนกลุ่มนี้มีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิเกือบ 8 พันล้านบาท สะสมทั้งปี 2564 ที่ 1.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งเกิดจากเงินไหลเข้าในกองทุนหุ้นเวียดนามเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลังที่กองทุนหุ้นเวียดนามกลับมาได้รับความสนใจมากขึ้น

รวมทั้งมีการเปิดกองทุนทั้งจาก บลจ.บัวหลวง บลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ และ บลจ.วรรณ ทั้งนี้ ทางมอร์นิ่งสตาร์จะมีการจัดตั้งกลุ่มสำหรับกองทุนหุ้นเวียดนาม ซึ่งจะมีผลในช่วงปลายเดือนเมษายนเป็นต้นไป