WEALTH • CRYPTOCURRENCY

เปิดยุคทอง Blockchain R3 ชี้ CBDC เป็นประตูสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

ปี 65 Blockchain ฮอตสุด คาดมูลค่าตลาดทะลุแสนล้านดอลลาร์ จับตาเทคโนโลยี DAO มาแรง ชี้ CBDC จะเป็นประตูพาไทยก้าวสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล ปัจจุบัน Blockchain คือเทคโนโลยีหลักสำหรับองค์กรที่ต้องการลดความเสี่ยง เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และส่งเสริมให้องค์กรเดินหน้าสู่โลกธุรกิจที่ไร้พรมแดน โดยในปี 2564 ที่ผ่านมาเกิดวิกฤติการแพร่ระบาดของ Covid-19 และในปี 2022 นี้ก็มีเหตุความขัดแย้งระหว่างประเทศ รัสเซีย-ยูเครน ที่ทวีความเข้มข้นจนกลายเป็นสงครามที่ทั่วโลกจับตามอง แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ทุกองค์กรธุรกิจทั่วโลกต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน

ภาคธุรกิจการเงินถือเป็นอุตสาหกรรมตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในเรื่องของการปรับตัว เมื่อธนาคารหลายแห่งได้ปรับเปลี่ยนขั้นตอนการดำเนินด้านธุรกรรมการค้าให้ทำงานผ่าน Blockchain เช่นธนาคาร DBS Bank, HSBC และ Standard Chartered โดยทั้งหมดเป็นสมาชิกในเครือข่าย Contour ที่สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม Corda ของ R3 ซึ่งถือเป็นผู้บุกเบิกแนวทางการทำธุรกรรมการค้าแห่งอนาคต

การเงินธนาคาร ได้สัมภาษณ์พิเศษ นายอามิต กอช ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายข้อมูลและบริการ ของ R3 ถึงภาพรวมเทคโนโลยี Blockchain ในปี 2565 มุมมองของ R3 ต่อเทคโนโลยี Decentralized Autonomous Organization หรือ DAO และสินทรัพย์ดิจิทัลในยุค Web 3.0 รวมถึงการประกาศทดสอบใช้งาน CBDC ของธนาคารประเทศไทย ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวไปสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล

 

ตลาด Blockchain ปี 65 โตกระฉูด

คาดมูลค่าทะลุแสนล้านดอลลาร์

นายอามิตกล่าวว่า ในปี 2565 เป็นปีที่เทคโนโลยี Blockchain และการเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์ (Distributed Ledger : DLT) ไม่ใช่เรื่องใหม่อีกแล้ว แต่ได้กลายเป็นก้าวต่อไปสู่การวิวัฒนาการของระบบต่างๆ และแนวทางการดำเนินงานองค์กรในปัจจุบันอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ปี 2565 เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของเทคโนโลยี Blockchain สอดคล้องกับผลการประเมินของ IDC ที่ระบุว่า มูลค่าการใช้จ่ายของภาคธุรกิจกับโซลูชั่น Blockchain ในปีนี้จะสูงถึง 117,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้สามารถคาดการณ์ได้ถึงระดับการใช้งานที่จะพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในปีต่อไป ทั้งเพื่อการทำงานธุรกิจ รวมไปถึงการแปลงทรัพย์สินกระแสหลักให้อยู่ในรูปแบบโทเคนดิจิทัลและข้อมูลดิจิทัล

R3 มองว่า เทคโนโลยี Blockchain จะกลายเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกหลักในการผสานบริการทางการเงินแบบดั้งเดิมเข้ากับธุรกิจการเงินแบบกระจายศูนย์รูปแบบใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกวันนี้ ธนาคารกลางหลายแห่งกำลังเริ่มดำเนินโครงการสกุลเงินดิจิทัล (Central Bank Digital Currency : CBDC) โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งถูกคาดหมายว่าจะสามารถขับเคลื่อน CBDC ได้ดีกว่าผ่านโครงการนำร่องต่างๆ ทำให้การใช้สกุลเงิน CBDC เพื่อให้ธุรกรรมมีความมั่นคงปลอดภัย ไร้พรมแดนกลายเป็นเรื่องที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก”

นายอามิตกล่าวว่า สำหรับประเทศไทยนั้น การเปิดตัวนโยบายไทยแลนด์ 4.0 จะทำให้ประเทศไทยเดินหน้าไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสู่ระบบดิจิทัล เพราะต้องการยกระดับให้ประเทศเป็นศูนย์รวมนวัตกรรมดิจิทัลของภูมิภาค ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการเติบโตที่โดดเด่นในด้านเทคโนโลยี โดยมีบริษัทสตาร์ตอัพและธุรกิจต่างๆ ที่หันมาใช้เทคโนโลยีเกิดใหม่ หรือ Emerging Technology เพิ่มมากขึ้น เช่น Blockchain หรือ DLT

               

จับตาเทคโนโลยี DAO มาแรง

บทบาทคริปโทฯสูงขึ้นในยุค Web 3.0

นายอามิตกล่าวว่า เทรนด์ที่น่าจับตามองในปีนี้คือวิวัฒนาการของ Web 3.0 และการเกิดขึ้นของโลก Metaverse ที่มีโอกาสเติบโตสูงในอนาคต ทำให้ความต้องการสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งให้แพลตฟอร์มด้านสินทรัพย์โตอย่างรวดเร็ว ขณะที่โลกธุรกิจก็มีแนวโน้มที่จะสร้างดีลในรูปแบบดิจิทัลเพิ่มขึ้นด้วย

“โอกาสที่เปิดกว้างบนโลก Metaverse กำลังดึงดูดผู้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง เราคาดว่าบทบาทของสกุลเงินคริปโทฯและสินทรัพย์ดิจิทัลจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น แต่การเติบโตนี้จะถูกจับตามองโดยหน่วยงานกำกับดูแล ที่จะประเมินผลกระทบของสินทรัพย์ดิจิทัลต่อตลาดการเงิน และแสวงหาแนวทางที่ดีที่สุดเพื่อให้มั่นใจว่าสิทธิในฐานะผู้บริโภคของนักลงทุนรายย่อยจะได้รับการคุ้มครอง”

เทคโนโลยีองค์กรอัตโนมัติแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Autonomous Organization : DAO) เป็นอีกหนึ่งกระแสที่กำลังมาแรงในปีนี้ ด้วยความยืดหยุ่นในการนำเสนอบริการที่หลากหลาย ทั้งการใช้ เพื่อบริหารโปรโตคอลขนาดใหญ่ในแวดวงคริปโทฯ จนถึงการใช้ในด้านการลงทุน ชุมชนโซเชียล สื่อ และงานการกุศลต่างๆ แม้หัวใจสำคัญของ DAO คือการประสานผู้ใช้งานหลายๆ คนเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายเดียว แต่อีกทางหนึ่งก็ยังมีความกังวลเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของผู้ใช้งานเช่นกัน

“เทคโนโลยี DAO ได้สร้างจุดแข็งใหม่ในด้านการบริหารจัดการ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ ประเด็นด้านความมั่นคงปลอดภัย ซึ่ง R3 มองว่า DAO คือตัวอย่างที่ดีของเทคโนโลยีที่น่าเชื่อถือ ทั้งในมุมความปลอดภัยของผู้ใช้งาน สินทรัพย์ดิจิทัลและข้อมูลส่วนตัว”

 

CBDC หนุนไทยสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล

ช่วยเปิดยูสเคสใหม่ทางการเงิน

นายอามิตกล่าวว่า การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศทดสอบ CBDC ในปี 2565 ถือเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นอย่างมาก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือการที่สถาบันการเงินแบบดั้งเดิมกำลังจะเปลี่ยนแปลงธุรกิจของตัวเองด้วยเทคโนโลยี Blockchain ปูทางไปสู่ระบบเศรษฐกิจแบบดิจิทัลได้ในอนาคต อย่างไรก็ตาม การพัฒนาควรต้องดำเนินไปตามขั้นตอนและระยะต่างๆ เพื่อให้กระบวนการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิทัลมีความราบรื่นยิ่งขึ้น

“ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลจะกลายเป็นหนึ่งในความสะดวกสบายทั้งสำหรับพนักงานธนาคารและผู้บริโภค และเมื่อ Blockchain ช่วยให้ทุกฝ่ายสามารถทำธุรกรรมได้อย่างปลอดภัย มีความเป็นส่วนตัว ไม่สามารถแก้ไขข้อมูลได้ พร้อมคุณสมบัติในการปรับเปลี่ยนขนาด ก็จะหมดข้อสงสัยว่า การใช้เทคโนโลยีมายกระดับการทำธุรกรรม สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดความเสี่ยง และช่วยลดต้นทุนทุกด้านในระบบนิเวศน์ทางการเงินได้จริง ซึ่งในท้ายที่สุดก็จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภค”

นายอามิตกล่าวว่า อีกประเด็นที่น่าสนใจของการใช้งาน CBDC คือ คุณสมบัติของ Programmable Money ที่สามารถใส่เงื่อนไขการใช้งานรูปแบบต่างๆ ลงไปใน CBDC ได้ ซึ่งในอนาคตจะเกิดยูสเคสที่น่าสนใจจำนวนมากเมื่อประเทศต่างๆ เริ่มปรับใช้

CBDC ถือเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมมากมายที่ยังไม่เผยตัวออกมา ขณะนี้อยู่ในช่วงเริ่มต้นว่ายูสเคสจะมีทิศทางอย่างไร ซึ่งหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการส่งเสริมนวัตกรรมนี้คือการทดสอบและการใช้งานของสถาบันการเงินต่างๆ ที่จะทำให้ยูสเคสเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง”

               

R3 Corda ยกระดับ Blockchain ธุรกิจ

หนุนธนาคารสร้างยูสเคสใหม่

 นายอามิตกล่าวว่า R3 มุ่งแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงปลอดภัย รวมถึงข้อจำกัดที่มีอยู่ใน Blockchain แบบเดิม ที่อาจมีปัญหาทั้งในด้านความมั่นคงปลอดภัย การปรับเปลี่ยนขนาด และความสามารถในการทำงานร่วมกัน ส่งผลให้ไม่เหมาะกับการใช้งานเชิงธุรกิจ ดังนั้น R3 จึงพัฒนา Corda แพลตฟอร์ม Blockchain แบบ Open-source เพื่อแก้ไขปัญหา

“จุดมุ่งหมายของเราคือการแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยี Blockchain เป็นสิ่งที่มีมานานหลายปีแล้วและมอบผลลัพธ์ที่เป็นจริงและจับต้องได้ในทุกอุตสาหกรรม ดังนั้น R3 จึงให้ความสำคัญกับธุรกิจบริการทางการเงิน โดยเฉพาะธนาคารและตลาดการลงทุน และยังทำงานร่วมกับบริษัทด้านเทคโนโลยีชั้นนำ ซึ่งเป็นผู้พัฒนาซอฟต์แวร์โซลูชั่นทั้งด้านการเงินและที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเงิน”

R3 ทำงานอย่างใกล้ชิดกับธนาคารหลายแห่งในประเทศไทย เช่น โครงการอินทนนท์ของธนาคารแห่งประเทศไทย และยังร่วมมือกับธนาคารกรุงเทพในการใช้แพลตฟอร์ม Corda เพื่อปรับปรุงและปรับเปลี่ยนโครงสร้างเป็นระบบดิจิทัลสำหรับภาคการค้าบริการ และด้วยความร่วมมือนี้ ธนาคารกรุงเทพสามารถใช้แพลตฟอร์มในการสร้าง แลกเปลี่ยน ปรับปรุง และออกตราสารเครดิตบน Corda และ Contour ซึ่งได้รับการจดทะเบียนและก่อตั้งที่สิงคโปร์ โดยผู้ถือหุ้นโครงการ Project Contour ประกอบด้วยธนาคารชั้นนำของโลกและสถาบันการเงิน 11 แห่ง รวมถึงหุ้นส่วนพันธมิตรธุรกิจของ R3


ตัวอย่างการใช้ Corda ในแต่ละอุตสาหกรรม

       - ธนาคาร HSBC ใช้แพลตฟอร์ม Corda ของ R3 เพื่อพัฒนาโซลูชั่นหลักทรัพย์สำหรับบุคคลเนื่องจากมีลักษณะเป็นสินทรัพย์ในระบบ ปรับเปลี่ยนขนาดได้ เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล และง่ายต่อการตรวจสอบ

       - Wells Fargo พัฒนาระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนบนแพลตฟอร์ม Corda เพื่อสร้างระบบธุรกรรมที่ทำงานได้ตลอดเวลาซึ่งมีความมั่นคงปลอดภัยสูง มีประสิทธิภาพ และปรับเปลี่ยนขนาดได้

       - Spunta แอปพลิเคชั่นที่เชื่อมโยงธนาคารของอิตาลีทั้ง 100 แห่ง ถูกสร้างบนแพลตฟอร์ม Corda ช่วยให้ธนาคารสามารถแบ่งปันข้อมูลร่วมกันบนแนวทางที่ปลอดภัย พร้อมลดความเสี่ยงในการดำเนินงาน และเพิ่มความรวดเร็วของขั้นตอนการทำงาน

       - Tradewind สร้าง Blockchain แอปพลิเคชั่นด้วยแพลตฟอร์ม Corda บน AWS โดยใช้ประโยชน์จากความสามารถของ Corda ในการจำแนกข้อมูล มอบความเป็นส่วนตัว และนำเสนอเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อนักพัฒนา

       - Synechron ช่วยให้บริษัท 39 แห่งสามารถผ่านการทดสอบขั้นตอนการยืนยันตัวตนระดับโลกเพื่อการดูแลข้อมูลขององค์กร ซึ่งดำเนินงานบนแพลตฟอร์ม Corda