WEALTH BEING • STOCK - DERIVATIVES

หุ้นบิ๊กแคปฉุดดัชนีหุ้นไทย ต่างชาติเทขายกว่า 1.5 พันล้านบาท

ดัชนี SET ปิดวันนี้ที่ระดับ 1,526.30 จุด ลดลง 6.47 จุด หรือ -0.42% มูลค่าการซื้อขาย 61,837.84 ล้านบาท โดยดัชนีขึ้นไประดับสูงสุดที่ 1,540.46 จุด ขณะที่ระดับต่ำสุดของวันนี้อยู่ที่ 1,524.15 จุด และพบว่ามีการทำรายการซื้อขายหลักทรัพย์ IVL หรือบมจ.อินโดรามา เวนเจอร์ส บนกระดานใหญ่ (BIG LOT) มูลค่าสูงสุด 59.37 ล้านบาท ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 29.78 บาท  

                 นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งไซด์เวย์ออกด้านข้าง คล้ายคลึงกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียที่แกว่งไซด์เวย์ในกรอบแคบหลังจากที่ปรับขึ้นไปในช่วงต้นสัปดาห์ และจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) เพิ่มขึ้นหลังจีนปรับเกณฑ์ตรวจเข้มงวดขึ้น ทำให้หลายตลาดฯ ดูเหมือนจะชะลอการลงทุนบ้าง อีกทั้งช่วงนี้ตลาดฯ ก็ยังไม่ได้มีปัจจัยใหม่เข้ามา

                 อย่างไรก็ดีให้ติดตามการประมูลคลื่น 5G ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์นี้ และติดตามตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทยงวดไตรมาส 4/2562 ที่จะประกาศในวันจันทร์หน้า (17 กุมภาพันธ์) รวมถึงให้ติดตามการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีกู้เงินของพรรคอนาคตใหม่ ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ อีกทั้งให้ติดตามการทยอยประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่จะออกมามากขึ้นในสัปดาห์หน้า

                 แนวโน้มการลงทุนในสัปดาห์หน้า นายวีระวัฒน์ กล่าวว่า ตลาดฯ คงจะแกว่งไซด์เวย์ โดยให้แนวรับ 1,510 จุด ส่วนแนวต้าน 1,550 จุด


โดยหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

                         1. BAM หรือบมจ.บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ มีมูลค่าซื้อขายอยู่ที่ 8,184 ล้านบาท ราคาล่าสุด 31.50 บาท ลดลง 3.08%

                         2. GPSC หรือบมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ มีมูลค่าซื้อขายอยู่ที่ 2,818 ล้านบาท ราคาล่าสุด 74.25 บาท ลดลง 3.57%

                         3. KCE หรือบมจ.เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ มีมูลค่าซื้อขายอยู่ที่ 1,930 ล้านบาท ราคาล่าสุด 24.00 บาท ลดลง 2.83%

                         4. CPALL หรือบมจ.ซีพี ออลล์ มีมูลค่าซื้อขายอยู่ที่ 1,930 ล้านบาท ราคาล่าสุด 69.75 บาท ลดลง 2.45%

                         5. BEAUTY หรือบมจ.บิวตี้ คอมมูนิตี้ มีมูลค่าซื้อขายอยู่ที่ 1,924 ล้านบาท ราคาล่าสุด 2.60 บาท ลดลง 0.76%

และสำหรับมูลค่าการซื้อขายตามกลุ่มนักลงทุน พบว่า

                         - กลุ่มนักลงทุนประเภทสถาบัน ซื้อสุทธิ 304.15 ล้านบาท

                         - กลุ่มนักลงทุนประเภทนักลงทุนต่างประเทศ ขายสุทธิ -1,578.40 ล้านบาท

                        - กลุ่มนักลงทุนประเภทบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ซื้อสุทธิ 838.46 ล้านบาท

                        - กลุ่มนักลงทุนประเภทนักลงทุนทั่วไป ซื้อสุทธิ 435.79 ล้านบาท