INTERVIEW • PEOPLE

People : ปิยะ ตันติเวชยานนท์ ประธานกรรมการ บริษัท ซุปเปอร์ริชเคอเรนซี่ เอ็กซ์เชนจ์ (1965) จำกัด

ปิยะ ตันติเวชยานนท์

ประธานกรรมการ

บริษัท ซุปเปอร์ริชเคอเรนซี่ เอ็กซ์เชนจ์ (1965) จำกัด

แก้โจทย์หินร้านแลกเงิน

ฝ่ากระแส Disruption

บริษัท ซุปเปอร์ริชเคอเรนซี่ เอ็กซ์เชนจ์ (1965) จำกัด หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ซุปเปอร์ริช สีส้ม” ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2508 (ค.ศ.1965) โดยเป็นธุรกิจเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ตลอดระยะเวลาอันยาวนานกว่า 53 ปี ได้มีบทบาทสำคัญในการให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศควบคู่ไปกับการเจริญเติบโตทางธุรกิจของประเทศ

ทั้งนี้ ซุปเปอร์ริชเคอเรนซี่ เอ็กซ์เชนจ์ (1965) มีสาขาสำหรับให้บริการลูกค้าภายในประเทศถึง 49 สาขา และต่างประเทศ 2 สาขา ได้แก่ สปป.ลาว และประเทศอังกฤษ และชูจุดเด่นว่า คิดแลกเงินคิดถึงซุปเปอร์ริช สีส้ม ซึ่งซุปเปอร์ริชนับเป็นผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเอกชนที่ลุกขึ้นมาใช้กลยุทธ์ขยายสาขาจนมีสาขามากที่สุดในธุรกิจร้านแลกเงิน จนมีลูกค้ามาใช้บริการมากกว่าล้านรายต่อเดือน

แต่วันนี้ธุรกิจร้านแลกเงินกำลังเผชิญกับการคุกคามธุรกิจ (Disruption) โดยเฉพาะการลงมาเล่นเรื่องราคาอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ รวมทั้งการใช้นวัตกรรมทางด้านการชำระเงินสกุลเงินต่างประเทศผ่านบัตรบัตรเติมเงินต่างๆ ที่ล้วนเป็นโจทย์หินของธุรกิจร้านแลกเงินแบบดั้งเดิม

หวังแก้กฎเกณฑ์กำกับ

ลดอุปสรรคร้านแลกเงิน

ปิยะ ตันติเวชยานนท์ ประธานกรรมการ บริษัท ซุปเปอร์ริชเคอเรนซี่ เอ็กซ์เชนจ์ (1965) จำกัด เปิดเผยว่า กระแส Disruption ที่เข้ามาในธุรกิจร้านแลกเงินเป็นเรื่องที่มองเห็นมาระยะหนึ่งแล้วและพยายามปรับตัว เพราะมีกรณีศึกษาให้ได้เห็นมาตลอด เช่น เรื่องของ Kodak หรือ Nokia ธุรกิจดั้งเดิมที่เคยยิ่งใหญ่ในอดีต แต่คิดว่าตัวเองเจ๋ง จนเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงเข้ามาก็ไหวตัวไม่ทัน มาถึงวันที่จะเริ่มเปลี่ยนก็สายเกินไป ผลจากการปรับตัวช้าทำให้ธุรกิจที่เคยยิ่งใหญ่กลับหายไปจากตลาด แต่กระแส Disruption สำหรับร้านแลกเงินไม่ใช่แบบนั้น

“กระแส Disruption ในธุรกิจร้านแลกเงินเรามองเห็นอยู่แล้ว และรู้ดีว่าทางรอดคือต้องTransformation ธุรกิจ แต่สิ่งที่ทำให้ทำไม่ได้ เพราะยังติดเรื่องการกำกับดูแล ซึ่งหากมีการเปิดโอกาสให้ร้านแลกเงินปฏิรูปตัวเอง จะสามารถช่วยให้มีทางรอดและช่วยเรื่องท่องเที่ยวให้ประเทศได้อีกมาก”

ปิยะกล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจร้านแลกเงินเอกชนอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พุทธศักราช 2485 ซึ่งเป็นกฎหมายสำหรับร้านแลกเปลี่ยนที่ใช้มานานและมีฉบับเดียว แม้จะมีปรับปรุงมาบ้างแต่ก็สวนทางกับโลกปัจจุบันที่มันเล็กลงเรื่อยๆ มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปไกลขณะที่ร้านแลกเงินเอกชนยังถูกมองว่ากลัวจะทำผิดกฎหมาย ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่เลย

ทั้งนี้ ร้านแลกเงินถูกกระแส Disruption มาตั้งแต่ 6 ปีก่อนที่เริ่มมีการพูดถึงเงินดิจิทัล เช่น Bitcoins และการให้เปิดระดมทุนแบบดิจิทัลด้วยการเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ICO) ที่เริ่มในต่างประเทศจนมาถึงประเทศ ไทยที่ทำให้สังหรณ์ใจ ว่ากระแส Disruption มาอย่างแน่นอน เช่นเดียวกับอิเล็กทรอนิกส์การ์ด ก็เห็นว่ามีมานานแล้วในต่างประเทศ ทั้งนี้ ซุปเปอร์ริช เริ่มศึกษาโครงการอิเล็กทรอนิกส์การ์ดก่อนที่ธนาคารพาณิชย์จะทำเสียอีก แต่ก็ไม่สามารถทำได้จริง

ปิยะบอกว่า ทางอยู่รอดของร้านแลกเงินควรจะเปิดทางให้สามารถยกระดับร้านแลกเงินจากรูปแบบเงินสด (Physical Cash) ไปสู่ดิจิทัลให้ได้ ถ้าหากเล็งเห็นว่าร้านแลกเงินที่สามารถรับเงินสดแบบเดิมหรือรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์การ์ดยังสามารถเข้าถึงผู้บริโภครายย่อยได้ ก็ควรมีระบบระเบียบบริหารจัดการที่สนับสนุนได้ดีกว่านี้ เพราะที่ผ่านมา การที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรก็ทำให้เสียโอกาสไปค่อนข้างมาก

 “ธนาคารพาณิชย์ลงมาสู้กับร้านแลกเงินก็เป็นโจทย์ยากสำหรับร้านแลกเงิน ธนาคารอาจจะมองว่าเป็นคู่แข่งจนไม่เกิดความร่วมมือกัน หรืออาจจะเพราะกฎระเบียบระหว่างธนาคารและร้านแลกเงินที่ต่างทำให้ร่วมมือกันไม่ได้ แต่ถ้าสามารถเปิดช่องให้ธนาคารและร้านแลกเงินร่วมมือกันได้จะสร้างประโยชน์ในวงกว้าง ภาคการท่องเที่ยวก็ได้ประโยชน์เพราะนักท่องเที่ยวที่เข้ามาได้รับความสะดวกมากขึ้น”

ปิยะกล่าวว่า ซุปเปอร์ริช มองถึงความร่วมมือเป็นพันธมิตรธนาคารสถาบันการเงินต่างๆ ซึ่งปัจจุบันเริ่มคุยกับธนาคารขนาดเล็กบางแห่งบ้างว่าพอจะมีช่องทางไหนที่กฎระเบียบจะสามารถเปิดให้ร้านค้าแลกเงินกับธนาคารพาณิชย์มาร่วมมือกันได้บ้าง โดยเฉพาะเรื่องบัตรเติมเงิน Cash Card บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของบริษัท

“ไม่เคยมองธนาคารเป็นคู่แข่งเพราะร้านค้าแลกเงินก็เป็นลูกค้าธนาคารพาณิชย์เหมือนกัน ซึ่งพร้อมเปิดกว้างที่จะเป็นคู่ค้ากันได้ มองในเรื่องพันธมิตรที่เข้ามาเป็นโครงข่ายเชื่อมกันมากกว่าจะแข่งขันกัน เพราะหากร่วมมือกันก็สามารถช่วยกันลดต้นทุนและได้ปริมาณมากขึ้น”

ติดตามคอลัมน์ Young Millionaire ฉบับเต็ม ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ฉบับที่ 454 บนแผงหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ หรือในรูปแบบดิจิทัล https://goo.gl/U6OnIi