THE GURU • FAMILY BUSINESS SOCIETY

4 เหตุผลที่ทำให้คนคิดต่างกัน..

บทความโดย: นวพล วิริยะกุลกิจ

ความไม่เข้าใจกันของคนในครอบครัวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติ ยิ่งครอบครัวที่ทำธุรกิจร่วมกันด้วยแล้วยิ่งเพิ่มพื้นที่ๆจะ “ชน” กันมากขึ้นเป็นธรรมดา แต่อย่ายอมให้ความไม่เข้าใจกันนั้นลุกลามกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำลายความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนในครอบครัว  และเราจะมาเรียนรู้ในเรื่องสาเหตุที่ทำให้คนเรา “คิด” ต่างกันเพื่อที่จะหาทางลด “ช่องว่าง” ความคิดที่แตกต่างนั้น และเสริมสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน แบ่งสาเหตุของความคิดที่ต่างกันในธุรกิจครอบครัวออกเป็น 4 หัวข้อ ดังต่อไปนี้

1.แต่ละคนรู้ไม่เท่ากัน-รู้ไม่ตรงกัน สมาชิกในครอบครัวมักจะมีข้อมูล “ไม่เท่ากัน” และ “ไม่ตรงกัน” นำมาซึ่งความคิดที่แตกต่างกันไป การปรับให้คนในครอบครัว “รู้ตรงกัน” และ“รู้เท่าๆ กัน” จึงถือเป็นเรื่องสำคัญเพื่อลดช่องว่างของความคิดที่แตกต่างกันเข้ามา เครื่องมือที่ใช้ในการปรับข้อมูลให้เท่ากัน หรือตรงกัน ก็คือการรับฟังกันให้มากขึ้น (Listening) เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

2.แต่ละคนอาจมี “จุดสนใจ” ไม่สอดคล้องกัน จุดสนใจ หรือ Interest ในความหมายง่ายๆ ก็คือสิ่งที่เราต้องการจริงๆ ลึกๆ ในใจ ในหลายครั้ง สิ่งที่เป็นความต้องการจริงๆ ลึกๆ ในใจของแต่ละคนหรือที่เรียกว่า “จุดสนใจ” นั้นอาจแตกต่างกันได้ ซึ่งถ้าแตกต่างแต่ไม่ขัดกันก็รอดไป แต่ถ้าต่างกันและ “ขัดกัน” ด้วย อันนี้ก็จะทำให้เกิดความคิดที่ขัดแย้งต่อเนื่องกันไป

เครื่องมือในการสื่อสารที่เราอาจนำมาใช้ในกรณีจุดสนใจไม่สอดคล้องกันของคนในครอบครัวก็คือการรับฟัง และระบุจุดสนใจของอีกฝ่ายให้ได้ว่าจริงๆ แล้วลึกๆ ในใจเขาต้องการอะไร โดยไม่มองแค่ผิวเผิน เมื่อเรามองเห็นจุดสนใจแล้ว เราจึงหาหนทางตอบโจทย์ของเขาพร้อมๆ กับการตอบโจทย์ความต้องการลึกๆ ของเราด้วย

3.แต่ละคนมี “หลักคิด” ไม่เหมือนกัน “หลักคิด” คือสิ่งที่ยากที่สุดที่จะเปลี่ยน เพราะมันเป็นเหมือน“ตะกอน” ของความคิด ความเชื่อและประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดทั้งชีวิต ซึ่งคนเรามีความเชื่อ มีค่านิยม หรือหลักคิดที่แตกต่างกัน จากการเลี้ยงดูในวัยเด็ก การศึกษา หรือสังคมที่เติบโตมา “หลักคิด” ที่แตกต่างกันไปเหล่านี้ เราไม่สามารถบอกได้เลยว่าใครคิดผิด ใครคิดถูก เพราะมันไม่มีผิดไม่มีถูก เราเปรียบเทียบกันไม่ได้เลย

ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ไม่ คือการพยายามเข้าใจ และยอมรับมันก่อนเป็นเบื้องต้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าหลักคิดนั้นจะเปลี่ยนไม่ได้เลย ซึ่งวิธีเปลี่ยน“หลักคิด” นั้นผู้รู้บอกว่าต้องเอาเรื่องจริง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ยิ่งเกิดขึ้นใกล้ตัว เกิดกับคนใกล้ชิดยิ่งดี หรือการให้บุคคลที่เป็นที่เคารพนับถือของครอบครัวเป็นคนท้าทายหลักคิดเดิมของสมาชิกก็อาจจะช่วยปรับจูนความคิดของสมาชิกให้โอนเอนเข้าหากันได้

4.แต่ละคนมี “การรับรู้” ที่ต่างกัน และแม้ว่าคนสองคนที่มี “หลักคิด” เหมือนกัน มี “จุดสนใจ” ไม่ต่างกัน และมี “ข้อมูล” ที่ตรงกันและเท่าๆ กัน ก็ยังอาจจะคิดแตกต่างกันได้ ก็เพราะคนเรามี “การรับรู้” หรือ Perception ที่เกิดขึ้นในสมองที่แตกต่างกันออกไปอีก

ผมขอให้เราจินตนาการว่ามี “ลิงอุรังอุตัง” ตัวหนึ่งเดินเพ่นพ่านอยู่ในสมองของเรา เจ้าลิงอุรังอุตังตัวนี้มีหน้าที่ 3 ประการก็คือ

4.1 เลือกเรื่องที่มันสนใจเท่านั้น (Selection) เรื่องที่มันไม่สนใจ มันก็จะไม่เอามาคิดเลย แม้จะอยู่ตรงหน้า!

4.2 จัดระเบียบสิ่งเร้าที่เข้ามาในหัว (Organization) เพื่อทำให้เข้าหมวดหมู่โดยใช้ความรู้เดิมหรือประสบการณ์ในการจัดระเบียบ .

4.3 เอาสิ่งนั้นมาตีความ (Interpretation) โดยจะทบทวนกับความรู้ที่มีอยู่เดิม ประสบการณ์ ความเชื่อ ค่านิยม จุดสนใจ ฯลฯ เพื่อตีความว่า“สิ่งเร้า” นั้นคืออะไรกันแน่ ดังนั้นสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาอยู่ในหัวเราแม้จะเหมือนๆ กัน แต่ “การรับรู้” ของแต่ละคนก็อาจแตกต่างกันได้มากๆ โดยเฉพาะในขั้นตอนแรกคือการเลือกเรื่องที่มันสนใจ (Selection) การสร้าง “การรับรู้” จึงเกี่ยวพันกับศิลปะของการสื่อสารเพื่อ “เปิดใจ” ให้ผู้ฟังรับเอาสิ่งที่เราอยากจะสื่อเข้าไปอยู่ในความคิดของเขาให้ได้

ดังนั้น การรับรู้จึงไม่ใช่การบังคับปิดห้องแล้วพูดกรอกหูนั่นเป็นวิธีที่จะไม่ได้ผลอย่างแน่นอน เพราะอย่าลืมว่าเจ้าลิงนั้นมันเป็นลิงดื้อคุณบังคับมันไม่ได้แต่คุณสามารถตะล่อมมันได้

ติดตามอ่านฉบับเต็มได้ใน วารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ฉบับที่ 418

เกี่ยวกับนักเขียน

นวพล วิริยะกุลกิจ ผู้อำนวยการสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia) ผู้อำนวยการสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia) ผู้ประกอบการ นักเขียน และนักเดินทาง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นวพล ได้ที่ Fan page: Family Business Asia

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน